ใครที่เลี้งน้องหมาอยู่ อ่านสักนิดนะคะ
ขนมขบเคี้ยวเหมาะสำหรับ การฝึกสอน หรือเพื่อการแสดงความรักต่อเจ้าตูบ ซึ่งเจ้าตูบจะชื่นชอบ ที่จะแทะและขบเคี้ยว
แต่หากมองในแง่ของโภชนาการแล้ว ขนมขบเคี้ยวเหล่านี้ อาจเป็นบ่อเกิดของปัญหาทางโภชนาการได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากคุณหยิบยื่นขนมของคนให้เค้ากิน เค้าจะได้รับพลังงาน ที่เกินความต้องการของร่างกาย หากไม่ถูกเผาผลาญ โดยการออกกำลังกาย จะทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น และกลายเป็นเจ้าตูบอ้วนๆ ที่กำลังเผชิญกับโรคร้ายต่างๆ ตามมา เช่นโรคข้อ และความเสื่อมของร่างกาย จะเกิดขึ้นเร็วขึ้น
การให้ขนมขบเคี้ยวอย่างปลอดภัย ทำได้โดย เราต้องลดปริมาณอาหารหลักลง และให้ขนมขบเคี้ยวกับสุนัข เท่าที่จำเป็น เพียงเพื่อเป็นรางวัล เมื่อทำตามสิ่งที่เราต้องการ หรือใช้เพื่อฝึกฝนสุนัขเท่านั้น และที่สำคัญ คุณควรเลือกขนมขบเคี้ยวที่มีไขมัน และไม่ลืม ลดปริมาณอาหารหลักลงด้วยทุกครั้ง ที่มีการให้ขนมกับสุนัข
ระวัง น้องหมาของคุณจะอ้วนได้นะคะ ถ้าให้กินขนมพวกนี้บ่อยๆ
เขียนเมื่อวันที่ 8/01/2551
เคยดูรึยัง
นกตัวนี้ไม่รู้ยังไง น้ำเค้าเอาไว้ให้กินลงไปอาบซะหนิ ดูตัวมันดิ ใหญ่กว่าที่ใส่น้ำอีก :) น่ารักจัง
คอเลสเตอรอลเป็นตัวการสำคัญ อย่างที่ทำให้เกิด โรคความดันโลหิตสูง รวมทั้งโรคหัวใจ วันนี้สะกิด มีอาหารที่ช่วยลด คอเลสเตอรอลมาฝากค่ะ
มะเขือต่างๆ : ทั้งมะเขือเทศ มะเขือเปราะ หรือมะเขือพวง อย่างมะเขือเทศก็จะมีทั้งวิตามินซี รวมทั้งมีสารเบต้าแคโรทีน และแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์อีกหลายชนิด
หอมหัวใหญ่ : ช่วยป้องกันโรคความดันโลหิตสูง ลดระดับไขมัน คอเรสเตอรอลในเส้นเลือด และสารที่สกัดจากหัวหอมใหญ่ สามารถลดน้ำตาลในเส้นเลือดได้
กระเทียมสด : มีสรรพคุณในเรื่อง ของการช่วยป้องกันโรคความดันโลหิตสูง ลดระดับไขมัน และคอเรสเตอรอลในเส้นเลือด
ถั่วเหลือง : พืชตระกูลถั่วที่ให้โปรตีนสูง
แอปเปิ้ล : ผลไม้สารพัดประโยชน์ที่มีเพคติน ซึ่งเป็นไฟเบอร์ที่ละลายน้ำได้ ซึ่งไฟเบอร์ประเภทนี้ จะดึงคอเลสเตอรอล แล้วขับออกมาจากร่างกายได้ นอกจากนั้นก็ยังช่วยบำรุงหัวใจ ลดความดัน ควบคุมปริมาณน้ำตาลในร่างกาย
โยเกิร์ต : ที่นอกจากจะช่วย ลดระดับคอเลสเตอรอล ในเลือดได้แล้ว ก็ยังบำรุงผิวพรรณ ให้เปล่งปลั่งอีกด้วย
ลองหามาทานดูนะคะ
น่ากินทั้งนั้นเลยนะ มองผ่านๆ อาจจะไม่รู้ว่า นี่แหละ เค้กแบบใหม่ ใส่ไอเดียเพียบ รับรองไม่เหมือนใคร
ทีมนักวิจัยที่มหาวิทยาลัย Georgia Tech สหรัฐอเมริกา เปิดเผยรายละเอียดการทดลอง ส่งข้อมูลไร้สาย แบบ WiFi ความเร็วสูง ที่ส่งได้ถึง 15 Gbps (ประมาณ 3 พันเท่า ของเน็ต ADSL ที่ใช้ทั่วไปในบ้านเรา) ด้วยสัญญาณความถี่ 60GHz แต่ตอนนี้ยังได้ในระยะใกล้มากๆเท่านั้น และสัญญาณยังผ่านตัวคนไม่ได้ (ยืนบังก็จบ) ถ้า ในรัศมี 2 เมตร จะส่งได้ 10 Gbps (โหลดดีวีดีทั้งแผ่นภายใน 5 วินาที) ห่างไปอีกถึง 5 เมตร จะส่งได้แค่ 5 Gbps
กว่าจะได้กระเป๋าคืนมา ขากลับก็ยังมีเรื่องวุ่นๆอีกนะนี่ ปังคุงจะกลับถึงบ้านหรือไม่ ไปดูกันต่อเลยค่ะ (ใครไม่ได้ดู ตอน1,ตอน2,ตอน3 อย่าลืมไปดูก่อนนะคะ)ตอนสุดท้ายแล้วนะ
ลูกเป็ดน่ารักๆ 2 ตัวนี้ สงสัยจะร้อนจัด แอบลงเล่นน้ำในแก้วกาแฟซะงั้น (น่ารักดีเนาะ)
ลองอ่านกันดูนะคะ
เข้านอนโดยไม่ได้ล้างหน้า : เป็นสาเหตุของการเกิดสิว ริ้วรอย และทำให้รูขุมขนกว้างขึ้น
บีบสิว : ควรหลีกเลี่ยงอย่างเด็ดขาด นอกจากสิวนั้นจะสุกจนหัวใกล้ระเบิดออกมาเท่านั้น
ยืมเครื่องสำอางกันใช้ : ห้ามอย่างเด็ดขาด หากผู้ที่เราหยิบยืมของมา เป็นโรคปากเปื่อย เฮอร์พีซ ไวรัส ซึ่งอาจติดต่อถึงเราได้
หน้านิ่วคิ้วขมวดตลอดเวลา
กัดเล็บ : การ กัดแทะเล็บนั้นแสดงถึงความเป็นคนไม่ใส่ใจในบุคลิก
ใช้สบู่ล้างหน้า : สบู่เป็นตัวการทำลายน้ำหล่อเลี้ยงผิว
ชอบจับต้องใบหน้า นั่งเท้าคาง : เป็นการถ่ายทอดเชื้อโรคสู่ผิวหน้า ทำให้เกิดสิว และผื่นต่างๆ ได้ง่าย
เลียริมฝีปากอยู่ตลอดเวลา : ลองหันมาใช้ลิปสติกปกป้องบำรุงริมฝีปากแทนจะดีกว่าค่ะ
ดึงเส้นผมทิ้งเล่น : เป็นนิสัยที่ควรละเว้น
ยืนงอ ห่อตัว : แม้จะสวยกว่านางงาม หากยืนห่อไหล่ ห่อตัว จะทำให้ดูไม่สง่างามเลย นอกจากจะเสียบุคลิกแล้ว อาจทำให้ปวดหลังและเป็นโรคเกี่ยวกับระบบย่อยอาหารได้ค่ะ
ลองนำเกร็ดความรู้ ที่เอามาฝาก ไปปรับใช้กันนะคะ
โรคและอาการที่ทำให้เกิดภาวะท้องผูก
1.กินอาหารไม่มีเส้นใย เพราะปัจจุบันนี้กินแต่ข้าวขาว ขนมปังขาว ก๋วยเตี๋ยว ขนมเค้ก คุกกี้ อาหารเหล่านี้ไม่มีเส้นใย ปกติต้งกินแส้นใยวันละ 20-25 กรัม
2.ความเครียด เมื่อใดที่เราเร่งรัดเคร่งเครียด เราจะมีภาวะเบื่ออาหาร การขับถ่ายก็จะถูกกระทบไปด้วยคือ ร่างกายจะระงับการขับถ่ายชั่วคราว รอให้พ้นวิกฤตคลายเครียดแล้ว จึงจะกินง่ายถ่ายคล่อง
3.การกลั้นอุจจาระ เพราะบางคนไม่ชอบอุจจาระนอกบ้านโดยเฉพาะเด็กเล็ก ครั้งสองครั้งไม่เป็นไร ถ้าทำบ่อยนี่สิแย่
4.ไม่ออกกำลังกาย เพราะการออกกำลังกายเป็นการกระตุ้นกระบวนการเผาผลาญอาหาร
5.กินยาระบายเป็นประจำ ถ้าทำบ่อยๆจะติดเป็นนิสัย ทำให้ถ้าต้องการจะอุจจาระต้องกินยาระบายทุกครั้ง
6.อื่น ๆ เช่น กินชา กาแฟ ยาเคลือบกระเพาะ กินแคลเซียมมากไป กินอาหารเหลว หรือดื่มนม หรืออาจมีโรคร้ายแรงซ่อนอยู่ เช่น โรคไม่มีปมประสาทตรงทวารหนัก โรคพยาธิไส้เดือนอุดตันลำไส้ เป็นต้น
ยังไงก็ดูแลรักษาสุขภาพตัวเองให้ดีนะคะ จะได้ปลอดจากโรคภัยไข้เจ็บ