ที่มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง แห่งหนึ่งของสยามประเทศ บรรดาศิษย์เก่าที่จบจากสถาบันนี้ แยกย้ายกันไปประกอบอาชีพ มีชื่อเสียงในวงสังคม ตามวงการต่างๆ มากมาย มีทั้งที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี และที่กระท่อนกระแท่น ยังดิ้นรนอยู่ในหน้าที่การงานก็เยอะ
เนื่องในวาระ ที่อาจารย์พ่อซึ่งเป็นที่เคารพ ของศิษย์เก่าทุกคน เกษียณอายุ บรรดาศิษย์เก่า จึงถือเป็นโอกาสดี ที่จะกลับไปเยี่ยมสถาบัน เพื่อเลี้ยงสังสรรค์และรำลึกถึงอาจารย์พ่อ
หลังจากกินเลี้ยงกันมาได้พักใหญ่ วงสนทนาก็เริ่มเปลี่ยน ไปเป็นการบ่นพร่ำเกี่ยวกับความเครียด ในการทำงานและปัญหาชีวิต แต่ละคน มีปัญหาแตกต่างกันออกไปมากบ้างน้อยบ้าง อาจารย์พ่อฟังปัญหาของลูกศิษย์ทุกคนอย่างตั้งใจ รับฟังโดยไม่มีคำวิจารณ์ หรือนำเสนอความเห็นของอาจารย์เลยแม้แต่น้อย
เมื่อฟังปัญหาของลูกศิษย์จบทุกคน อาจารย์พ่อเสนอเลี้ยงกาแฟกลุ่มลูกศิษย์เก่า ท่านเดินเข้าไปในครัว และออกมาพร้อมกับกาแฟเหยือกโตและถ้วยก าแฟ แบบต่างๆ บ้างเป็นถ้วยกระเบื้องบ้าง เป็นถ้วยพลาสติก และบ้างทำด้วยแก้ว มีถ้วยกาแฟหลายใบที่เป็นแบบพื้นๆ ธรรมดา บางใบ สวยวิจิตรสูงค่า
อาจารย์ ชงกาแฟใส่เหยือกมาให้แล้ว พวกเธอจัดการรินใส่แก้วดื่มกันเองนะ บรรดาลูกศิษย์ มองถ้วยกาแฟหลากหลาย ด้วยความสนใจ แล้วพากันเลือกถ้วยกาแฟพร้อมๆ กับรินกาแฟออกมาจากเหยือกใส่ถ้วยต่างกันออกไปเอามือไว้
เมื่อลูกศิษย์ทุกคนต่างมีถ้วยกาแฟในมือกันทุกคน แล้วอาจารย์พ่อ กล่าวว่า
"ลองดูถ้วยกาแฟในมือของพวกเธอ กับถ้วยกาแฟที่เหลืออยู่ในถาดซึ่งไม่มีคนเลือกสิ
สังเกตุกันรึเปล่า.... ถ้วยสวย ๆ แพง ๆ ถูกเลือกไปหมด เหลือไว้แต่ถ้วยแบบธรรมดาราคาถูก เป็นเรื่องปกติ...ที่พวกเรามักจะเลือก สิ่งที่ดีที่สุดโดยลืมคิดถึงความต้องการที่แท้จริงของเราและ นี่คือที่มาของความเครียดและปัญหาทั้งหลายในชีวิต"
ความจริงวันนี้สิ่ง ที่พวกเราต้องการแท้จริงคือกาแฟ ไม่ใช่ถ้วยกาแฟ แต่จิตสำนึกกลับ นำพาเราไปเลือกที่ถ้วย มิหนำซ้ำยังคอยชำเลืองมองถ้วยของคนอื่นๆ อีกด้วย
หากชีวิตคือกาแฟ หน้าที่การงาน ตำแหน่งต่างๆ ในสังคม ก็คือ ถ้วยกาแฟ มันเป็นเพียงเครื่องมือ อุปกรณ์ช่วยหยิบจับหรือประคองชีวิตของเรา มันไม่ได้ทำให้เนื้อหาจริงๆ ของชีวิต เปลี่ยนไป บางครั้ง....การมัวเพ่งที่ถ้วยใส่กาแฟ มันก็จะทำให้เราลืมใส่ใจกับรสชาติของตัวกาแฟ
ถ้ารู้จักชีวิตที่แท้จริง....ของหรือตำแหน่งหน้าที่ มันก็แค่ส่วนเคลือบ ไม่ใช่เนื้อหาหรือแก่นแท้ที่สำคัญของชีวิต
รู้ไว้ใช่ว่านะคะ ลองอ่านและศึกษาดูค่ะ
เคล็ดลับจากวิชาเทควันโด ข้อศอกเป็นจุดที่แข็งแกร่งที่สุดของร่างกาย หากถูกทำร้ายหรือกำลังจะถูกทำร้าย และคุณอยู่ในระยะที่ใกล้พอ จงใช้ข้อศอกให้เป็นประโยชน์ (ถองกบาลหรือกกหูมันแรงๆ)
หากถูกโจรจี้ และขอกระเป๋าถือหรือกระเป๋าสตางค์ อย่ายื่นกระเป๋าให้โจร แต่ให้เขวี้ยงกระเป๋าไปไกลๆ เพราะเป็นไปได้ว่า เจ้าโจรนั่นอาจสนใจเงิน หรือข้าวของในกระเป๋ามากกว่าตัวคุณ มันจะวิ่งไปคว้ากระเป๋าที่คุณโยนออกไป ทีนี้ก็จงวิ่งอย่างไม่คิดชีวิตไปในทิศทางตรงกันข้าม
ถ้าถูกจับขังในฝากระโปรงท้ายรถ พยายามทุบให้ไฟท้ายรถหลุดออก จากนั้นยื่นแขนออกมาจากรูโหว่แล้วโบกสุดฤทธิ์ คนขับมองไม่เห็นคุณ แต่รับรองชาวบ้านเห็นแน่ๆ วิธีนี้ช่วยชีวิตคนมานักต่อนักแล้ว
อย่านั่งแช่ในรถ สาวๆ ทั้งหลาย เมื่อเสร็จภารกิจช้อปปิ้ง กินข้าว เลิกงาน ฯลฯ ก้าวขึ้นรถแล้วก็มักจะนั่งแช่ ทำอะไรต่อมิอะไรกระจุกกระจิก เป็นต้นว่า ดูสมุดบัญชี จดลิสต์รายการข้าวของ หรือเรื่องที่จะต้องทำ หรืออื่นๆ
ควรใช้ลิฟต์แทนการขึ้นลงทางบันได บันไดเป็นจุดที่น่ากลัวที่สุดถ้าอยู่คนเดียว รวมทั้งเป็นจุดที่เกิดอาชญากรรมได้ดีที่สุด
หากผู้ร้ายมีปืน และคุณยังไม่ได้ถูกจี้ วิ่งหนี โอกาสที่มันจะยิงโดนคุณมีเพียง 4 ใน 100 ครั้งเท่านั้น (เป้าเคลื่อนที่) และถึงจะยิงโดน ก็เป็นไปได้มากว่าจะไม่ถูกอวัยวะสำคัญ เพราะงั้นวิ่งลูกเดียว
ผู้หญิงมักใจอ่อน ขี้สงสารและเห็นอกเห็นใจ ไม่ต้องเลย เพราะอาจนำไปสู่การทำร้ายร่างกาย ข่มขืน หรือฆาตกรรมได้ กรณีนี้มีตัวอย่างมาแล้ว ฆาตกรต่อเนื่องรายหนึ่งในอเมริกาชื่อ เท็ด เบินดี้ม เป็นชายหนุ่มหน้าตาดี มีการศึกษา มักใช้กลวิธีเรียกร้องความ สงสารจากเหยื่อ
ก่อนที่จะขอให้คนอื่นช่วย ช่วยตัวเองให้เต็มที่ก่อนนะคะ :)
หนอนน้อยสีเขียวตัวนี้ ทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะได้กินไวน์แก้วนี้ ลองดูกันนะคะ ว่ามันจะได้ลิ้มลองรสชาติไวน์รึเปล่า
โจรวิ่งราวคนหนึ่งไปฉกกระเป๋าถือของสาวนางหนึ่งในกรุงมูนิส แล้วโชคดีไปเจอตั๋วชมบอลโลกในกระเป๋าถือคู่บราซิลกับออสเตรเลียซะด้วย ทำไงดีละทีนี้ ด้วยความที่เป็นแฟนบอลตัวจริงก็เลยต้องไปดู ได้ที่นั่งดีซะด้วย นั่งติดกับสามีของเจ๊เจ้าของกระเป๋าถือเลย ผลก็คือบราซิลชนะออสเตรเลีย 2:0 ไอ้โจรต้องไปเชียร์บอลต่อในคุก หุ หุ
การศึกษายุคใหม่นีี้ที่มีหลักสูตรประหลาดมหัศจรรย์มากมายที่ล้วนทำให้ค่าเรียนเพิ่มขึ้นเป็นร้อยเท่าตัว สร้างคนไทยสองชนชั้น ตามที่เค้าว่าไว้ในเว็บ โอเพ่นออนไลน์ ว่า:
บัณฑิตปริญญาตรีรุ่นใหม่ๆ จะมีเพียงสองแบบที่ต่างกันตรงระดับสติปัญญาเท่านั้น: นักธุรกิจผู้ฉลาดหลักแหลมในการหาช่องทางเลี่ยงกฎหมาย และกอบโกยประโยชน์ส่วนตัว และลูกจ้างบริษัทที่ใช้ชีวิตไปวันๆ หลงใหลไปกับสิ่งบันเทิง และมหกรรมบริโภคนิยม
ตกลงต่อไปบ้านเราคนจะออกลูกเป็นสัตว์กันถ้วนหน้า มีควาย กับมีเหี้ย เท่านั้น
เป็นเรื่องเล่า ที่สะกิด เก็บมาฝาก (เค้าบอกว่า เป็นเรื่องจริงนะคะ)
วันนี้เลิกงานเร็ว เลยพาพี่นุ่มไปซื้อของใช้ที่ห้างแห่งหนึ่ง รอต่อแถวจ่ายตังค์นานเลย เจ้านุ่มก็เริ่มงอแงๆ ง่วงนอน สังเกตุว่าคิวด้านหน้าเรามากันเป็นครอบครัว มีพ่อแม่ลูกสาววัยประมาณเจ้านุ่ม แล้วก็ผู้ชายสูงอายุคนหนึ่ง ที่หนูน้อยเรียกว่า"ปู่" คุยกันยิ้มแย้มแจ่มใสดี ซื้อของใช้ล้นตระกร้าเชียวค่ะ
พอแคชเชียร์คิดเงินของครอบครัวนี้จนเสร็จได้ยินคร่าวๆว่า "ทั้งหมดพัน(กว่าๆ)บาทค่ะ...." ผู้เป็น"ปู่"
เป็นคนเปิดกระเป๋าสตางค์ใบเก่าๆ จะจ่ายเงิน พร้อมทำท่าอ้ำอึ้ง มีลูกชายลูกสะใภ้จ้องตาเขม็ง หุบยิ้มทันที
ว่าไงพ่อ จ่ายเค้าไปสิ ลูกชายบอก คุณปู่ยังทำท่าอ้ำอึ้ง ไหน ดูหน่อย มีตังค์เท่าไหร คุณปู่ยื่นกระเป๋าตังค์ให้ดูข้างใน
อ้าว ไหนว่ามีตังค์เยอะไง แล้วแบบนี้จะชวนมาซื้อของทำไม ไม่มีตังค์จ่ายก็ไม่บอก อายเค้าจริงๆ ลูกชายลูกสะใภ้ พากันมองคุณปู่ด้วยสายตาที่เหมือนดูถูก... รำคาญ
ในที่สุดเค้าก็พากันทำสิ่งที่เราไม่อยากจะเชื่อสายตา คืออุ้มลูกเดินหนีไปเลย พร้อมกับโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง ไม่สนใจลูกสาวที่ร้องว่า "ปู่ๆๆๆ ปู่มาด้วย"
คุณปู่ยืนคอตก หน้าเศร้าอยู่หน้าแคชเชียร์ พอเด็กถามว่าจะเอายังไง คุณปู่เปิดกระเป๋าตังค์ให้เด็กดู แล้วบอกว่าให้คิดเงินตามนี้ ได้ของเท่าไหร่เท่านั้น (เด็กนับแล้วมีแปดร้อยบาทค่ะ)
ระหว่างรอแคชเชียร์คิดเงินใหม่ ได้ยินคุณปู่เล่าว่า แกบ้านอยู่ต่างอำเภอห่างไปเป็นร้อยกิโล ลูกหลานไม่ไปหานานแล้ว แกจึงตัดสินใจ รวบรวมเงินทั้งหมดที่มี นั่งรถเข้ามาเยี่ยมลูกหลานในเมือง แล้วชวนออกมาซื้อของ ลูกแกก็ไม่ถามสักคำว่าเงินมีเท่าไหร่ หยิบของเอาๆ แกก็ไม่เคยรู้ราคาของ เพราะอยู่บ้านนอก ก็ซื้อร้านของชำทีห้าบาทสิบบาท ใครจะจะรู้ว่า ของในห้างใหญ่เค้าซื้อกันทีละเป็นพัน
เราจ่ายเสร็จเห็นคุณปู่ยังเดินเคว้งอยู่แถวๆนั้น ก็เลยถามแกว่าจะกลับยังไง แกบอกว่าพอขึ้นรถกลับเป็น (อ้าวแล้วตังค์ล่ะ เมื่อกี้เห็นจ่ายไปหมดแล้วนี่นา ) แต่ก็ยังลังเลอยู่ กลัวลูกกลับมาตามหาแล้วไม่เจอ มือถือก็ไม่รู้เบอร์
เลยตัดสินใจพาคุณปู่ ไปที่แผนกประชาสัมพันธ์ประกาศหาลูกค่ะ จากนั้นเราบอกให้รอสักพัก ถ้าลูกไม่มาจริงๆ ให้ไปขึ้นรถที่คิวรถ (ฝากเด็กที่ปชส.ค่ะ ว่าให้ย้ำคุณปู่อีกที) พร้อมกับให้เงินแกเป็นค่ารถไว้ค่ะ จริงๆอยากรอดูสักพัก แต่เจ้านุ่มไม่ไหวแล้วค่ะ งอแงเหลือเกิน
คุณปู่น้ำตาคลอบอกเราว่า "มันคงไม่ทิ้งปู่จริงๆหรอกนะ นี่ก็ได้ของไปเยอะเหมือนกัน ถึงจะซื้อได้ไม่หมดก็เถอะ นี่มันไม่เคยกลับไปหาปู่เลย ก็เพราะปู่มันจน ไม่มีสมบัติอะไรให้" เราปลอบใจแกไปบอกว่าเดี๋ยวเค้าคงกลับมาน่ะ คงเดินไปดูอย่างอื่นก่อน
เดินกลับบ้านด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูกเลยค่ะ หันหลังกลับไปมองเห็นคุณปู่ยังยืนคอตกที่เดิม
ในใจคิดวนเวียนตลอดเวลานี่เค้าทำแบบนี้กับพ่อตัวเองได้ยังไงนะ พ่อไม่มีตังค์พอเนี่ย มันผิดด้วยหรือ? เค้าไม่รู้หรือไงว่า เงินเท่านี้ อาจจะเป็นเงินที่คุณปู่เก็บมาทั้งชีวิตก็ได้ (คนชนบทจะไปหาเงินจากไหนล่ะ?) ...
แล้วเค้าจะสอนลูกให้กตัญญูต่อพ่อแม่ได้อย่างไร ก็ทำพฤติกรรมแบบนี้กับพ่อตัวเองให้ลูกเห็น
จริงอยู่ พื้นฐานครอบครัวนี้อาจจะมีอะไรลึกซึ้งมากกว่านี้ แต่เป็นเรา เราคงไม่มีวันทอดทิ้งพ่อ ให้ได้รับความเจ็บปวดอับอาย จากการที่ไม่มีเงินซื้อของให้ลูกหลานได้พอแบบนี้หรอก เป็นเรา เราคงบอกพ่อว่า
" ไม่เป็นไรหรอกค่ะพ่อ กลับบ้านเราเถอะ"
สะกิดมีบทความรักซึ้งๆ มาฝาก
ถ้าเราเกิดมาเพื่อที่จะรักใครซักคน
คนๆ นั้นจะรักเราตอบ
แต่ถ้าเราเกิดมาเพื่อที่จะรักใครหลายๆ คน
เชื่อเถอะว่าจะไม่มีใครรักเราจริงเลย แม้แต่คนเดียว
ความรักมักเล่นตลกกับเราเสมอ แต่เราอย่ากลัวที่จะรัก เพราะความรักเป็นสิ่งสวยงามเสมอ :)
สุนัขที่บ้านมีชื่ออะไรมั่ง ที่คุณตั้งไว้ ลองนึกดูดีๆนะคะ แล้วมาอ่านคำทำนายกัน
ชื่อเเนวการ์ตูน [มิคกี้เม้าท์..เคโระ] : คุณเป็นคนที่มีความคิดฝัน เเละก็ยังมีความ เป็นเด็กอยู่ในหัวใจเสมอ
ชื่อเเนวโบราณ [มะลิ..ลำดวน] : เป็นคนที่มีปัญญาปราดเปรื่อง ชอบอ่านชอบค้นคว้า ความรู้รอบตัว เเต่ชอบทำตัวให้เเตกต่างจากชาวบ้าน ไม่อยากเหมือนใครอื่น
ชื่อเหมือนคน [เบิ้ม..มิชิโกะ] : มีนิสัยที่สนุกสนานเฮฮาอารมณ์ดีอยู่เสมอ อาจจะขี้หมั่นไส้ง่ายเล็กน้อยเรียกว่าเขม่นคนอื่นง่าย เเต่ไม่มีพิษมีภัยกับใคร เป็นคนมีน้ำใจไมตรีเเละไม่ชอบความเป็นพิธีรีตองมากนัก
ชื่อคนดัง [หลี่หมิง..วิโนน่า..ทัคกี้] : ชอบเอาชื่อคนดังๆ ไม่ว่าจะเป็นชาติไหนก็ตาม มาตั้งชื่อสุนัข มักเป็นที่สังคมจัด เข้ากับคนง่าย สนใจในเรื่องรอบตัวชอบความหรูหราฟู่ฟ่า
ชื่อฝรั่ง [ดิกกี้..คุกกี้..จูเนียร์] : คุณเป็นคนที่รักอิสระ ชอบท่องเที่ยวเดินทาง ไปตามใจปรารถนา สนใจเรื่องความสุขในชีวิต มากกว่าเรื่องเงินทอง
ชื่อเเนวโหด [บาซูก้า..รถถัง] : เป็นคนที่ชอบทำกิจกรรมต่างๆ อย่างสนุกสนานชอบเล่นกีฬา ชอบการเเข่งขันไม่ชอบอยู่นิ่งๆ เฉยๆ เป็นคนกล้าพูดกล้าคิด เเต่จริงๆเเล้ว ลึกๆ ไม่ค่อยเชื่อมั่นในตัวเองนักหรอก
ชื่ออาหาร [เฉาก๊วย..ลูกชิ้น] : เป็นคนที่ค่อนข้างใจดี ใจอ่อนชอบช่วยเหลือคน เเต่ก็เป็นคนมีความดุ ความดื้อเเฝงอยู่ด้วย
ชื่อตรงข้ามกับลักษณะที่เเท้จริง [ถ้าสุนัขตัวสีดำเเต่ตั้งชื่อว่า"สำลี"]: เป็นคนที่มีอารมณ์ไม่ธรรมดา อยู่เป็นนิตย์มักมี คารมเด็ดๆ มาก่อกวนป่วนปั่นเพื่อนอยู่เสมอ เเต่ก็ไม่เคยคิดร้ายกับใคร เเค่เป็นคนคะนองนิดๆ ห้าวหน่อยๆ และขวางโลกไม่น้อยเท่านั้นเอง!
ถ้าสุนัขที่บ้านมีหลายชื่อ เลือกไม่ถูกเลยเนาะ :)