About love
” คือน้ำผึ้ง คือน้ำตา คือยาพิษ
คือหยาดน้ำ อมฤต อันชื่นชุ่ม
คือเกสร ดอกไม้ คือไฟรุม
คือความกลุ้ม คือความฝัน นั่นแหละรัก”
(ว .วชิรเมธี )
พระพุทธองค์ตรัสว่า ความรักเป็นทุกข์ …. ที่จริงแล้วความรักซึ่งยังอยู่ในขั้นของความเพลินใจจะไม่ก่อเหตุทุกข์ร้อน ตราบเมื่อความเพลินใจ(ตัณหา)สั่งสมมากเข้าจนกลายเป็นความติดใจ (อุปาทาน) หรือเป็นความเคยชินที่ขาดไม่ได้…ความทุกข์จึงเกิดขึ้น
บทกลอนนิราศที่ประสบความสำเร็จก็เนื่องมาจาก พรรณนาความเจ็บปวดของคนพลาดรักได้สมจริงสมจัง
ใครบางคนกล่าวไว้ว่า…”ความรักทำให้คนเป็นกวี ส่วนความทุกข์ทำให้คนเป็นนักปรัชญา”
ที่ใดมีมนุษย์ ที่นั่นมีรัก ฉันใด
ที่ที่มีรักก็ย่อมมีความทุกข์ ฉันนั้น
จะเจ็บจำไปถึงปรโลก ฤๅรอยโศกรู้ร้างจางหาย
จะเกิดกี่ฟ้ามาตรมตาย อย่าหมายว่าจะให้หัวใจ
( อังคาร กัลยาณพงศ์ )
เมื่อรักกันไม่ได้ก็ไม่รัก ไม่เห็นจักเกรงการสถานไหน
ไม่รักกูกูจักไม่รักใคร เอ๊ะน้ำตากูไหลทำไมฤๅ
(สุจิตต์ วงษ์เทศ )
ปูชโก ลภเต ปูชํ วนทโก ปฏิวนทนํ
ผู้บูชาเขา … ย่อมได้รับการบูชาตอบ
ผู้ไหว้เขา ย่อมได้รับการไหว้ตอบ
ผู้รักเขา ย่อมได้รับการรักตอบ
ส่วนผู้หลงรักเขาข้างเดียว โดยที่ความรักไม่ได้รับการตอบสนอง ถือว่า เป็น “ นักรักที่ไร้ฝีมือ”
…….ความรักไม่เคยปรานีใคร เที่ยวเหยีบย่ำทำลายมนุษย์และสัตว์ทั่วหน้า ตั้งแต่กระท่อมน้อยของขอทาน ไปจนถึง พระราชวังโอ่อ่าของกษัตริยาธิราชผู้ทรงศักดิ์ ความรักกัดกินหัวใจของคนไม่ว่าวัยเด็ก หนุ่มสาว หรือวัยชรา เมื่อใครหลงใหลมึนเมาแล้วก็ห้ำหั่นย่ำยีจนพินาศลง……
คนที่ไม่เคยรบก็มักจะทะนงว่าตนกล้า
คนที่ไม่เคยงานมักจะทะนงว่าตนเก่ง
คนที่ไม่เคยรักก็มักจะทะนงว่าตนรักได้โดยไม่มีทุกข์ ทั้งนี้เพราะไม่เคยรู้ซึ้งถึงกำลังของนารี จริงทีเดียวที่ท่านกล่าวไว้ว่า …..พระอาทิตย์มีในเวลากลางวัน พระจันทร์มีในเวลากลางคืน แต่นารีมีทั้งกลางวันและกลางคืน ทั้งบนบกและในน้ำ ทั้งเวหาและป่ากว้าง มิฉะนั้นแล้วทำไมเล่า ขุนพลผู้เกรียงไกรเอาชนะข้าศึกได้ทั้งบนบกและในน้ำ ทั้งบนเวหาและป่ากว้าง แต่มายอมแพ้แก่หัตถ์น้อยที่ไกวเปล มีแต่ความงามและน้ำตาเป็นอาวุธประจำตน…
ในโลกีย์วิสัยอะไรเล่าจะทำให้คนซึมเศร้าและชื่นบานมากไปกว่าความรัก ที่มีทั้งความขมและความหวาน มีทั้งเร่าร้อน ตื่นเต้น และเยือกเย็นละเมียดละไม…





